โพสต์นี้เรามีไกด้ท้องถิ่น “พี่กี้” อดีตแอร์แจล (Japan Airlines) ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่โอซาก้า จะไปเที่ยวกับพวกเราค่ะ พี่กี้เป็นรุ่นพี่ของคุณ Juth ค่ะ วันนี้ พี่กี้มารับเราสองคนที่โรงแรม แล้วพาเราไปทานอาหารเช้ากัน เช้านี้เราทานอาหารเช้าในคาเฟ่ที่พบได้ทั่วไปของญี่ปุ่น ชื่อว่า Max Cafe แล้วจะไปขึ้นรถไฟใต้ดิน ไปวัด Shitennoji Temple แล้วไปนั่งรถรางเพื่อไปหนึ่งใน Power Spot ที่คนญี่ปุ่นนิยมไปในช่วงปีใหม่กันค่ะ นั่นคือ Sumiyoshi Shrine กันก่อนที่จะกลับมาทานอาหารกลางวันและแยกย้ายกับพี่กี้คะ แล้วจากนั้นเราก็จะไปตามล่าหา Gunpla เป้าหมายที่แท้จริงประจำวันนี้ของคุณ Juth

พี่กี้ – Local Guide

เดินออกจากโรงแรมเลี้ยวขวาและเลี้ยวขวา คนละทางกับที่ไป Shinsaibashi station จะประมาณ 2 บล็อกก็จะเจอถนนที่เดินไปเจอสถานีรถไฟใต้ดิน เนื่องจาก JR West เราหมดอายุแล้ว หลังจากนี้ เราจะเดินทางในโอซาก้าด้วยบัตร ICOCA ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินสำหรับใช้เดินทางขนส่งสาธารณะได้ทั้งในโอซาก้า เกียวโต และนาราค่ะ Knot คำนวนจ่ายเป็นเที่ยวแบบเติมเงินคุ้มกว่าซื้อ One day pass หรือ Osaka Amazing Pass ซึ่ง Pass ต่างๆ เหล่านี้ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวหลายที่ในหนึ่งวัน และเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยใช้ส่วนลดและ Fast Track ที่มากับ Osaka Amazing Pass อย่างน้อยครึ่งนึงค่ะ แต่เนื่องจากเราเที่ยวแบบสายชิล วันนึงเราเที่ยวกันไม่เยอะที่ ไม่เข้าชมหลายแห่งเพราะเคยมาแล้วบ้าง ไว้ Knot จะมาเล่ารายละเอียดของ Pass แต่ละประเภทให้ทุกคนทราบกับในโพสต์ต่อๆ ไปนะคะ

Max Cafe – Local Breaky

“กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ก่อนจะไปเที่ยวเราก็ต้องอิ่มกันก่อนค่ะ พี่กี้พาเราเข้าร้าน Max Cafe ก่อนถึงทางลงใต้ดินนิดเดียวค่ะ ลักษณะเป็น Fastfood Chain ของญี่ปุ่น อาหารเช้าก็จะมีแซนด์วิช ฮอทด็อก ขายเป็นเซ็ตคู่กับเครื่องดื่ม ชา กาแฟ หรือช็อกโกแลตร้อน ราคาไม่แพงค่ะ ไม่เกิน 500 เยนต่อชุด Knot กับคุณ Juth กิน Hotdog กันค่ะ อร่อยมาก สังเกตได้ว่า ขนมปังที่ใช้ทำแซนด์วิชโทสต์ที่โอซาก้านี้จะเป็นแผ่นหนากว่าขนมปังปกติค่ะ

Shitennoji Temple

เรานั่งรถไฟใต้ดินสายสีเขียวอ่อนจากสถานี Nagahoribashi (N16) ไปยังสถานี Tanimachi 6-Chome (N17/T24) เพื่อเปลี่ยนไปใช้สายสีม่วงไปลงสถานี
Shitennoji-mae-Yuhigaoka Station (T26) เดินขึ้นมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน ทางซ้ายมือจะมีตรอกเล็กๆ เดินตามทางไปจะถึงวัดเลยค่ะ ระหว่างทางเดินไปวัด มองซ้ายมือจะเห็นสุสาน และอาคารต่างๆ ของวัด เราสามารถเดินตัดเข้าด้านหลังของวัดก็ได้ค่ะ แต่การมาครั้งนี้ Knot มาตามหา Taiyaki หรือ ขนมปลา ไส้คัสตาร์ด/ถั่วแดง อร่อยมากติดใจตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ก็เลยเดินตามตรอกมาเรื่อยๆ ปรากฎว่าร้านขนมอยู่หน้าวัดพอดีค่ะ ได้ซื้อก่อนเข้าไปในวัดพอดีเลย แต่วันนี้ไม่ร้อน และร้านดูเป็นร้านจริงจังขึ้นเยอะค่ะ ครั้งที่แล้ว คุณลุงเปิดขายเหมือนเป็นแผงหน้าบ้านค่ะ

Shitennoji Temple เป็น “วัด” อย่างเป็นทางการแห่งแรกของญี่ปุ่น สร้างเมื่อ ค.ศ. 593 โดยเจ้าชาย โชโตกุ ไทชะ (Prince Shotoku Taishi) บุคคลสำคัญต่อการเผยแพร่ศาสนาพุธในประเทศญี่ปุ่น เจ้าชายโชโตกุตั้งชื่อวัดแห่งนี้ตาม “shitenno” หรือ “ท้าวจตุโลกบาล” ผู้คอยคุ้มครองโลกจากความชั่วร้าย เนื่องจากเจ้าชายขอพรจากท้าวจตุโลกบาลระหว่างทำสงคราม เมื่อเสร็จสิ้นศึกสงครามท่านจึงสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นและตั้งชื่อตามท่านเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระคุณ อย่างไรก็ตามวัดแห่งนี้ถูกเผาและสร้างขึ้นใหม่มาหลายครั้ง สิ่งปลูกสร้างที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นก่อสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 60 และ 70 ประมาณห้าสิบกว่าปีมานี้เอง

หน้าวัด Shitennoji Temple
ชำระล้างก่อนเข้าวัด

หากอยากเข้าไปเดินด้านใน มีค่าเข้า 300 เยน สำหรับผู้ใหญ่ ด้านในก็จะมี 5-Stories Pagoda สถูปสูงห้าชั้น มีพระพุธรูปประดิษฐานอยู่ด้านใน และเราสามารถเดินขึ้นบันไดไปด้านบนได้ แต่เราไม่ไหวค่ะ ด้วยอายุและสภาพร่างกาย บันไดค่อนข้างแคบ แต่ขึ้นไปวิวน่าจะเป็นวิวบ้านเมืองของโอซาก้าค่ะ อาคารที่คู่กับ Pagoda ก็จะมีพระพุธรูปประดิษฐานอยู่เช่นกัน สามารถไหว้พระขอพรได้ค่ะ เดินไปด้านหลังทางซ้าย ตามทางเดินจะมีโคมสีทองห้อยอยู่บนเพดานค่ะ มีการเขียนคำอธิษฐานเพื่อขอพรปีใหม่กันค่ะ เดินเลยไปอีกนิดจะเห็นอาคารชั้นเดียวตั้งอยู่ ภายในมีท้าวจตุโลกบาลและเจ้าแม่กวนอิมประดิษฐานอยู่ค่ะ มีเครื่องรางขายด้วยค่ะ

Shitennoji Temple
5 Stories Pagoda
อีกมุมของพาโกด้า
อาคารชั้นเดียวด้านซ้ายของวัด ที่ประดิษฐานของท้าวจตุโลกบาลและเจ้าแม่กวนอิม
ห้อยโคมขอพรปีใหม่

ลานด้านข้างวัด หากมาโอซาก้าระหว่างวันที่ 21 และ 22 ของทุกเดือน แนะนำให้แวะมาเดิน Shitennoji Flea Market หรือ ตลาดนัดข้างวัด Shitennoji ค่ะ ตลาดเปิด 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นค่ะ มีของทำมือน่ารักๆ ร้านดริฟกาแฟหอมๆ และร้านขายอาหารพื้นเมืองโอซาก้ามากมายให้เราเที่ยวชมกันค่ะ นอกจากนี้ วัดยังมีส่วนที่เป็นสวนญี่ปุ่นที่เราสามารถเข้าชมได้อีกด้วยค่ะ

อาคารเก่าด้านนอกวัด

Riding Tram in Osaka for the 1st time

จาก Shitennoji Temple พี่กี้จะพาเรานั่ง Tram หรือ รถรางไป Sumiyoshi Taisha หรือ ศาลเจ้าสุมิโยชิ กันต่อค่ะ เราสามารถใช้บัตร ICOCA จ่ายเงินค่ารถรางได้ค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ Knot นั่งรถรางที่ Osaka ที่นี่มีรถรางสองสายคือ Uemachi Line และ Hankai Line วันนี้เราจะนั่งสาย Uemachi Line จากสถานีต้นทาง คือ Tennoji-Ekimae ไปลงที่สถานี Sumiyoshitorii-Mae Station ซึ่งสถานีรถรางนี้อยู่หน้าวัดเลยค่ะ ลงจากรถรางก็เดินเข้าวัดได้เลยใกล้มากค่ะ หากลงสถานี Sumiyoshi ซึ่งมีชื่อเดียวกับวัด เราจะต้องเดินประมาณ 15 นาทีค่ะ

Tennoji-Ekimae Station
รถรางมีตู้เดียว

Sumiyoshi Shrine

Sumiyoshi Shrine หรือ Sumiyoshi Taisha Shirne เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในโอซาก้า ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองโอซาก้า และยังอยู่ในนวนิยายเรื่อง Tale of Genji และอยู่ในผลงานที่ได้รับรางวัลโนเบลของนักแต่งนิยายชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ Yasunari Kawabata อีกด้วย ในช่วงปีใหม่ คนญี่ปุ่นจะมาไหว้พระขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้กันกว่า 2 ล้านคนเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นหนึ่งใน Power Spot ที่ผู้คนนับถือศรัทธากันมากค่ะ

ทางเข้าวัด

Sumiyoshi Taisha เป็นศาลเจ้าของศาสนาพุธนิกายชินโตที่เก่าแก่มาก เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 211 ซึ่งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลึกลับที่มาของศาลเจ้าแห่งนี้อยู่ในหนังสือโบราณสองเล่ม ได้แก่ Kojiki และ Nihon Shoki ซึ่งเล่าว่าศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดินีจินกุ (Empress Jingu) เพื่อถวายให้กับเทพเจ้าแห่งท้องทะเล – Sumiyoshi Sanjin ในปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้ห่างไกลจากชายฝั่งทะเล แต่ในอดีตเรื่องเล่ากล่าวว่า สามารถมองเห็นทะเลได้จากศาลเจ้าแห่งนี้ จิตวิญญานของ จักรพรรดินีจินกุ ก็ได้สถิตอยู่ ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ในเวลาต่อมา และเทพเจ้าแห่งสงคราม และเทพเจ้าแห่งโคลงกลอน (Poetry) ก็ได้รับการบูชาที่นี่เช่นกัน ซึ่งทำให้ผู้คนที่มาศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อสักการะขอพร มักจะเป็นทหารเรือ ชาวประมง นักท่องเที่ยว ทหาร และกวี

สะพานสีแดง – Shorihashi Bridge
ล้างมือ ล้างปาก ล้างหน้าก่อนเข้าวัด
Knot in Sumiyoshi Taisha
บนสะพานกับพี่กี้
หน้าวัด

ศาลเจ้าแห่งนี้มีความร่มรื่นมาก พื้นที่กว้างกว่าวัด Shitennoji เยอะทีเดียว มีสถานที่สำหรับบูชาเทพต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมากมาย

Knot
บริเวณวัด
ขอพรกันสักนิด

Sacret Stones – The Power Spot

เดินเข้าไปทางด้านขวา เราจะสังเกตเห็นว่ามีถุงผ้าญี่ปุ่นแขวนไว้ที่เสาหินค่อนข้างเยอะ ซึ่งพี่กี้เล่าให้ฟังว่า คนญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่า หากหาหินสามก้อนที่สลัก/เขียนคำว่า ‘五(Go)’, ‘大(Dai)’ และ ‘力(Riki)’  เป็นภาษาญี่ปุ่นได้ จะทำให้คนที่เจอหินเหล่านั้นมีโชคดีห้าประการ ซึ่งได้แก่ ร่างกายแข็งแรง มีความเฉลียวฉลาด มีโชคลาภทางการเงิน มีความสุข และกินดีอยู่ดี ซึ่งเมื่อหาหินได้ครบทั้งสามก้อนแล้ว เราจะสามารถไปซื้อถุงสำหรับใส่หินทั้งสามก้อนทำเป็นเครื่องรางได้ที่ด้านหน้าวัด ถุงละ 300 เยนเท่านั้นค่ะ นอกจากนี้เราเห็นเค้าเอามาแขวนกันไว้ก็คือนำมาเปลี่ยนปีละ 1 ครั้งใช้ช่วงปีใหม่ค่ะ ทราบดังนั้น เราก็จัดกันคนละชุดค่ะ Knot หามาฝากแฟนเพจด้วย 1 ชุดค่ะ เงื่อนไขกติกาเป็นอย่างไร ติดตามกันได้ทางเพจ TripsinMyMemory นะคะ

Video Clip
The Power Spot
ถุงเครื่องราง – Lucky Bag
ช่วยกันหา
ได้มาแล้วค่ะ
จาก The Power Spot ไปที่ขายถุงค่ะ มีทั้งด้านหน้าและด้านหลังวัด
ที่ล้างมือ เป็น Infrared sensor

Nankun-Sha

ด้านในสุดของศาลเจ้าจะมีต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 1000 ปี ที่ได้รับการสักการะบูชาเสมือนเทพเจ้า ซึ่งมีท่านจะให้พรเกี่ยวกับความสำเร็จทางธุรกิจและมีสเน่ห์ (success in business and power to attract people) ซึ่งมีผู้คนมากราบไหว้มากมายจากทั่วทั้งญี่ปุ่น เราสามารถบูชา แมวกวัก หรือ Maneki Neko ได้ในราคา 500 เยน ซึ่งแมวกวักที่นี่จะมีสองแบบ แบบกวักมือซ้าย หมายถึงการเชื้อเชิญคนและความมั่งคั่งมาสู่ครอบครัว และแบบกวักมือขวา หมายถึง กวักเงินและความสำเร็จทางธุรกิจเข้ามาสู่กิจการ คำแนะนำ คือ นำมาตั้งไว้ที่ด้านหน้าตรงประตูทางเข้าบ้านหรือร้านค้า Knot นำมาตั้งไว้ด้านหน้าโต๊ะทำงานทั้งสองแบบค่ะ ขอบอกว่า นอกเหนือจาก Story ที่มาพร้อมกับแมวกวักแล้ว การออกแบบก็สำคัญ เพราะทำให้เราตัดสินใจซื้อเป็นของฝากได้ไม่ยากค่ะ แมวกวักที่นี่น่ารักมาก

แมวกวักที่วางไว้ด้านหน้าของแท่นบูชา
ตัวละ 500 เยนเท่านั้น จะกวักซ้ายหรือกวักขวาก็เลือกให้เหมาะกับความต้องการได้
สถานที่บูชา Nankum-Sha
โคมไฟหินรอบวัด

อาหารกลางวันที่ Subway Station

เดินเที่ยววัดกันจนทั่ว ก็ได้เวลากลับเข้าเมือง พี่กี้ต้องกลับไปทำหน้าที่คุณแม่แล้ว เราก็เลยไปนั่งรถไฟ Nankai Main Line จาก สถานี Sumiypshitaisha (NK08) กลับไป Tennoji Station เพื่อเปลี่ยน ลงใต้ดินที่สถานี Tennoji (M23/T27) นั่งสายสีม่วงไปเปลี่ยนรถอีกครั้งที่ T25/S18 เป็นสายสีชมพูเพื่อไปที่สถานี Nihombashi (S17/K17) ซึ่งพี่กี้จะไปเอารถจักรยานแล้วมาเจอเราที่ร้านอาหารกลางวันแสนอร่อยราคาไม่แพงที่พี่กี้แนะนำก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไป

สถานีรถไฟ
ข้าวหน้าต่างๆ
ตู้สั่งอาหาร
ข้าวหน้าเทมปุระ
ชุดข้าวกับเทมปุระ

Gunpla @ Super Kidsland

หลังจากแยกย้ายกันกับพี่กี้ ซึ่งพี่กี้ได้บอกทางให้เราเดินเพื่อไปซื้อ Gunpla อันเป็นจุดมุ่งหมายของคุณ Juth กันค่ะ ไม่ยากเลย ออกจากสถานี Nihombashi ตรงไปทาง Numba ค่ะ ประมาณ 20 นาที อย่าเผลอเลี้ยวขวาที่สี่แยกแรกนะคะ ซอยนั้นจะเจอโมเดลและคอสเพลย์ต่างๆ พร้อมร้านเกมส์มากมาย หากจะหา Gunpla เดินตรงอย่างเดียวเลยค่ะ ก่อนถึงร้านจะมีร้านขายของเล่นและโมเดลการ์ตูนทั้งมือหนึ่งมือสองมากมายให้เราได้เลือกซื้อกันค่ะ เรียกว่าสวรรค์สำหรับคนรักโมเดลการ์ตูนอย่างแท้จริง

Gunpla Building
รอข้ามถนน

ร้านนี้มี Gunpla รุ่นต่างๆ มากมาย ตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ Limited Edition หายาก ออกใหม่มีครบ ยังมีอุปกรณ์การต่อ จัดวาง และตกแต่ง ราคาถูกกว่าบ้านเราประมาณ 20-50% แล้วแต่รุ่นค่ะ คุณ Juth เดินเลือก Gunpla ตั้งแต่ชั้นล่างจนชั้นสาม มาได้ที่ชั้นสามค่ะ ได้มาไม่มากไม่น้อย 6 กล่องขนาดตามรูปค่ะ แนะนำว่าหากเป็นคนชื่นชอบ Gunpla ควรเผื่อที่กระเป๋าเดินทางกันไว้ให้พอค่ะ ครั้งนี้คุณ Juth เตรียมกระเป๋ามาเผื่อสำหรับใส่ Gunpla ที่ซื้อยังไม่พอใส่ ต้องเผื่อแผ่มาใส่กระเป๋าของ Knot ด้วยตอนขากลับค่ะ แต่หากไม่อยากเดินไกล ก็สามารถไปเลือกซื้อกันได้ที่ Big Camera สาขา Numba Station ค่ะ แต่ความหลากหลายของรุ่นและแบบจะน้อยกว่า บางรุ่นราคาถูกกว่าที่ร้านนี้ด้วยค่ะ เราเดินไป Big Camera เพราะต้องไปซื้อแม่เหล็กให้หลานชายคนโตตามคำสั่ง หลังจากซื้อเฮลิคอปเตอร์และรถบังคับไปฝากหลานชายค่ะ ของเล่นแถวนี้ราคาไม่แพง คุณภาพดีทีเดียวค่ะ

อารมณ์ดี

ซื้อของเล่นกันเสร็จเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมจากสถานี Namba ไป Shinsaibashi เลยค่ะ เรียกว่าหากอยู่ในตัวเมืองโอซาก้าการเดินทางมาตึก Gunpla นั้นไม่ยากเลยค่ะ Knot ขอจบโพสต์นี้ไว้เท่านี้ก่อนนะคะ แล้วจะมาพาไปเที่ยว Osaka Castle กันก่อนกลับบ้านค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องเล่าและเรื่องราวการเดินทางของ Knot ค่ะ หากชอบฝากกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม เพจ, IG และ YouTube: @TripsinMyMemory ด้วยนะคะ แล้วเจอกันใหม่โพสต์ต่อไปค่ะ