โพสต์นี้ เรายังอยู่ในลอนดอนกันนะคะ Knot จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับพิพิธภัณฑ์มัณฑนศิลป์และการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก (The world’s largest museum of decorative arts and design) ซึ่งจัดแสดงชิ้นงานกว่า 4.5 ล้านชิ้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีชื่อว่า Victoria and Albert Museum หรือ V&A ซึ่งตั้งตามชื่อของสมเด็จพระราชินี Victoria และเจ้าชาย Albert ค่ะ นิทรรศการที่จัดแสดงที่นี่มีทั้งที่จัดแสดงเป็นประจำ และนิทรรศการพิเศษด้วยค่ะ นิทรรศการพิเศษก็จะเป็นการแสดงงานศิลป์ของศิลปินชื่อดังในยุคปัจจุบันสะส่วนใหญ่ค่ะ ต้องบอกว่า V&A นี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกสองแห่ง นั่นคือ Science Museum และ Natural History Museum และไม่ไกลจากห้างสรรพสินค้าชื่อดัง Harrods และ Harvey Nicole’s (Knightbridge) ด้วยค่ะ

การเดินทาง

V&A Museum ตั้งอยู่บน Cromwell Road สามารถเดินทางมาได้ทั้งโดยรถประจำทางและรถไฟใต้ดินค่ะ และแน่นอนค่ะ Knot เลือกใช้บริการของรถไฟใต้ดินเพราะสะดวกที่สุดค่ะ เรานั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่ South Kensington แล้วหาทางออกที่พาเรามายัง V&A ได้เลยค่ะ เดินในอุโมงค์ไกลนิดนึงค่ะ ประมาณ 10 นาทีได้ พิพิธภัณฑ์เปิด 10 โมงเช้าค่ะ ที่สำคัญคือสามารถเข้าจากประตูที่เชื่อมต่อกับอุโมงค์รถไฟใต้ดินได้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องตากแดดตากฝนกันค่ะ อุโมงค์ส่วนนี้จะเชื่อมต่อสถานีรถไฟใต้ตินกับพิพิธภัณฑ์ทั้งสามแห่งค่ะ เราสามารถเลือกเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ตามความชอบของเราค่ะ

สถานีรถไฟ (บนดิน) ระหว่างทาง
Tube

ทางเข้า V&A หากเราขึ้นไปด้านบนก็จะสามารถเดินเข้าประตูใหญ่ที่เป็น Entrance จะเปิด 10 โมงพร้อมกับ Tunnel Entrance นี้ค่ะ แต่คิวจะน้อยกว่ามาก เพราะต้องผ่าน Security check ซึ่งหากเข้าทางประตูใหญ่เราต้องไปเจอกับกรุ๊ปทัวร์ด้วยค่ะ แนะนำให้เข้า Tunnel Entrance สำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้งสามแห่งเลยค่ะ โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์ ที่เด็กๆ ปิดเทอมค่ะ พ่อแม่ผู้ปกครองจะพาเด็กๆ มา Science Museum และ Natural History Museum เพื่อดูไดโนเสาร์ หรือเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ค่ะ วันหลัง Knot จะพาไปนะคะ Knot ชอบทั้งสองพิพิธภัณฑ์นี้มากทีเดียว แต่ทริปนี้ Knot ไม่ได้เข้าไปค่ะ เนื่องจากคนเยอะมาก

คิวรอเข้า Main Entrance ของ Natural History Museum

ประวัติความเป็นมาของ V&A Museum

พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและอัลเบิร์ต (V&A) แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1852 ถึงปัจจุบันก็มีอายุเกือบ 170 ปีแล้วค่ะ ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์ไทยก็ต้องบอกว่าประมาณยุครัชกาลที่ 4 เลยค่ะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีพื้นที่ 12.5 เอเคอร์ มีห้องจัดแสดง 145 ห้อง เก็บรวบรวมงานมัณฑนศิลป์และการออกแบบที่มีอายุกว่า 5,000 ปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการนำเสนอโดยใช้สื่อต่างๆ ทั้งการจัดแสดง วิดีทิศน์ การใช้เทคนิค Simulation ในการเล่าเรื่อง และการใช้สื่อต่างๆ ในการบอกเล่าความเป็นมาของชิ้นงานนั้นๆ ซึ่งรวบรวมวัฒนธรรมจากทวีปต่างๆ ตั้งแต่ ยุโรป อเมริกาเหนือ เอเซีย และแอฟริกาเหนือ เป็นต้น

Main Entrance

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่จัดเก็บและแสดงงานมัณฑนศิลป์และการออกแบบ รวมถึงแฟชั่น อันแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์จากวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งภาพวาด รูปสลัก รูปปั้น สถาปัตยกรรม งานเซรามิค เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น เสื้อผ้า ภาพยนตร์ และการแสดง ภาพถ่าย งานแก้ว เครื่องประดับ และงานโลหะต่างๆ มากมาย งานกระจกสีเป็นหนึ่งในนิทรรศการที่ Knot ชื่นชอบมาก มีการจัดทำ VDO presentation บอกเล่าวิธีการทำกระจกสีตั้งแต่การดัดเหล็กทำโครงตัดกระจกลงสี รวมไปถึงเทคนิคและวิธีการที่ทำให้ชิ้นงานเหล่านี้อยู่ยงมาจนถึงปัจจุบัน และวิวัฒนาการของการทำงานศิลปะแบบนี้ ซึ่งก้าวหน้าตามการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทันสมัยอีกด้วย

นิทรรศการ Fashioned From Nature

นอกจากนี้ V&A ยังเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกที่จัดให้มีร้านอาหารให้บริการกับประชาชนทั่วไป คาเฟ่แห่งนี้ยังเปิดให้บริการอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่รับประทานอาหารเช้าของเราในวันนี้ค่ะ Cream team และเค้กอร่อยมากค่ะ ชาที่เสิร์ฟก็หอมมาก ราคาไม่แพงค่ะ คาเฟ่เป็นแบบ Self Service ค่ะ คล้ายโรงอาหาร คือ เดินไปหยิบขนม สั่งเครื่องดื่ม ใส่ถาด ถือถาดไปจ่ายเงิน พร้อมรับอุปกรณ์การรับประทานค่ะ จากนั้นก็ไปหาที่นั่งทานตามสะดวก ซึ่งโรงอาหารแห่งนี้เดิมเป็น Refreshment room หรือ Morris, Gamble and Poynter Rooms ของ V&A นั่นเอง

เข้าทาง Tunnel ก็จะเจอห้องแสดงรูปปั้นเลยค่ะ

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทุกคนควรทราบ คือ ในลอนดอน พิพิธภัณฑ์ของรัฐบาลจะไม่มีค่าเข้านะคะ ค่ามีเพียงตู้รับบริจาคเงินตั้งไว้เท่านั้น แต่หากจะเข้าชมนิทรรศการพิเศษบางงานจะมีค่าเข้าค่ะ ซึ่งก็จะมีเขียนไว้ชัดเจน และเป็นห้องปิดซึ่งเราจะทราบโดยทันที ว่าหากต้องการเข้าจะต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ค่ะ แต่หากไม่เข้าชมงานนิทรรศการนั้นๆ เราก็ยังสามารถซื้อของที่ระลึกของงานได้ในร้านขายของที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ค่ะ ซึ่งจะกระจายอยู่เกือบทุกมุมของพิพิธภัณฑ์ค่ะ และทางเข้า-ออกด้วยค่ะ

งานสลักหินทราย

งานศิลปะที่จัดแสดงใน V&A ชั้น 1 ที่เราเดินดูกันนานมาก คือ รูปปั้น และพระพุทธรูปค่ะ รูปปั้นส่วนใหญ่ก็มาจากแถบประเทศยุโรป เช่นกรีซ อิตาลี เป็นต้น รูปปั้นเหล่านี้ส่วนใหญ่พิพิธภัณฑ์จะได้รับบริจาคค่ะ โดยพิพิธภัณฑ์จะมีการตั้งชื่อห้องที่จัดแสดงตามชื่อของผู้บริจาค หรือศิลปินเจ้าของผลงาน พร้อมทั้งบอกเล่าประวัติความเป็นมาของชิ้นงานแต่ละชิ้นพร้อมอายุของชิ้นงานนั้นๆ ด้วยค่ะ

งานแกะสลักรูปปั้น

นอกจากผลงานศิลปะจากฝั่งยุโรปแล้ว อีกส่วนที่น่าสนใจ ก็คือ ผลงานจากฝั่งเอเชียเราค่ะ ส่วนมากจะเป็นผลงานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และมีนิทรรศการจัดแสดงพระพุทธรูปโดยเฉพาะด้วยค่ะ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่จะมาจากประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา เนปาล เป็นต้น

The Death of the Buddha
Head of the Buddha
Crowned Buddha

Crowned Buddha หรือ พระพุทธรูปทรงเครื่องนี้ สร้างประมาณปี ค.ศ. 1000-1100 เป็นศิลปะยุคปาละ ตามประวัติที่เขียนไว้นะคะ ผลงานชิ้นนี้ นำเสนอภาพของพระพุทธเจ้าขณะตรัสรู้ ท่านทรงสวมมงกุฎและเครื่องทรงอย่างกษัตริย์ พร้อมกับห่มจีวร ซึ่งการผสมผสานนี้เป็นการแสดงถึงพลังอำนาจของท่าน มือของท่านแตะพื้นเพื่อถามพระแม่ปฤถวี หรือพระแม่ภูมี เทวีแห่งดิน ว่าท่านเหมาะสมจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ แล้วพระเม่ปฤถวีตอบรับโดยการทำให้เกิดแผ่นดินไหวนั่นเอง

Reliquary Casket from a Stupa

Reliquary Casket หรือผอบใส่อัฐิจากสถูป สร้างในปี ค.ศ. 100-200 ซึ่งเป็นศิลปะจากแคว้นคันธาระโบราณ ในปากีสถาน ผอบทองนี้ยังมีกระถูกและลูกปัดอยู่ด้านใน ซึ่งผอบนี้บรรจุอยู่ในเจดีย์หินที่แสดงอยู่ในห้องนี้เช่นกัน

The Bodhisattva Maitreya

The Bodhisattva Maitreya หรือ พระโพธิสัตว์ไมตรี สร้างประมาณ ค.ศ. 100-400 เป็นศิลปะจากแคว้นคันธาระโบราณ ชื่อของพระโพธิสัตว์เป็นภาษาสันสกฤต ไมตรี แปลว่า ความรักความเมตตา ซึ่งเชื่อกันว่า พระโพธิสัตว์ไมตรีจะเป็นพระพุทธเจ้าที่จะจุติบนโลกเป็นองค์ต่อไป จนกว่าจะถึงเวลานั้น เชื่อกันว่าท่านจะสถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ในนามของ Tushita คนไทยเราเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปคือ พระศรีอารย์ จากรูปสลักท่านทรงเครื่องทรงของกษัตริย์และห่มจีวร มวยผมขึ้น อันเป็นลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปในลัทธิมหายาน

The Bodhisattva Avalokiteshvara (Padmapani)

The Bodhisattva Avalokiteshvara (Padmapani) หรือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1300-1400 เป็นศิลปะของยุคมัลละ “ปัทมาปานี” แปลว่า ‘พระผู้ทรงดอกบัว หรือ Bearer of the Lotus’ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์องค์สำคัญของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่มีผู้เคารพศรัทธามากที่สุด และเป็นบุคลาธิษฐานแห่งมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เรื่องราวของพระอวโลกิเตศวรปรากฏอยู่ทั่วไปในคัมภีร์สันสกฤตของมหายาน อาทิ ปรัชญาปารมิตาสูตร สัทธรรมปุณฑรีกสูตร และการัณฑวยูหสูตฺร มือซ้ายถือกลีบดอกบังหรือปัทมา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ พระพุทธรูปองค์นี้ได้มาจากประเทศธิเบต แต่สร้างโดยช่างฝีมือชาวเนปาล หากเทียบกับความเชื่อของศาสนาพุทธในประเทศจีนแล้ว พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ก็คือกวนซีอิม หรือกวนอิมตามความเชื่อของคนจีนนั้นเอง หากสนใจเรื่องราวของท่านสามารถคลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติมได้ค่ะ

White Tara (Sitatara)

White Tara (Sitatara) หรือพระนางทาราขาว หรือตารา พระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิงอีกหนึ่งพระองค์ พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1500 ด้วยศิลปะแบบมัลละ พระโพธิ์สัตว์ทาราได้รับการเคารพบูชาอย่างมากในธิเบต เชื่อกันว่าพระนางเป็นเทพแห่งการรักษาโรค

พระพุทธรูปยุคโลหะ
พระพุทธรูป

เวลาน้ำชา – Tea Break

เราเดินขึ้นจากประตู Tunnel เดินดูนิทรรศการรูปปั้นต่างๆ ขึ้นมาชั้น 1 ดูพระพุทธรูปสมัยต่างๆ แล้วเดินเรื่อยๆ มาจนถึงคาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีชา กาแฟ ขนมอบทั้งคาวและหวาน ขายตลอดวันค่ะ ที่นั่งที่เค้าจัดให้อยู่ในห้องโถงสวยงามตามรูปเลยค่ะ นั่งชิลจิบชาร้อนๆ กับ Cream tea อร่อยๆ พร้อมดูการตกแต่งสไตล์อังกฤษทั้งกระจกสี ภาพเขียนบนเพดาน เสาคารที่โค้งรับกันสวยงาม รวมถึงโคมไฟใหญ่โต ให้ความรู้สึกเหมือนมาปาร์ตี้น้ำชาแบบอังกฤษแท้ๆ เลยค่ะ

ห้องอาหารที่เราเลือกนั้งได้ตามสะดวก
กินอะไรดีน้า
A cuppa? – Good tea comes with great companion

พิพิธภัณฑ์ V&A อาคารมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ตรงกลางมีสนามหญ้า หรือสวนที่หากฝนไม่ตก อากาศดีๆ จะมีผู้คนไปนั่งอ่านหนังสือ จิบชากาแฟ พร้อมชื่นชมสถาปัตยกรรมของสิ่งก่อสร้างรอบตัวไปด้วยค่ะ เสียดายวันนี้ฝนตก ก็จะแฉะหน่อยค่ะ นักท่องเที่ยวก็ยังมีออกมาถ่ายรูปกันบ้าง สวนแห่งนี้จะเชื่อมตัวอาคารฝั่งซ้ายเข้ากับฝั่งขวาค่ะ เราสามารถเดินทะลุหากันได้

สวนกลางพิพิธภัณฑ์
สวนกลางพิพิธภัณฑ์ ตรงกลางทำเป็นขั้นบันได

หลังจากเติมพลังกันเรียบร้อย เราก็เดินต่อไปเพื่อชมรูปปั้นรูปสลักกันต่อ ตอนนี้มาถึงส่วนที่เป็นงานศิลปะจากฝั่งตะวันตกกันบ้าง งานจากฝั่งนี้ก็จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ซะส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพระแม่มารี พระเยซู หรือบาทหลวงค่ะ

รูปสลักหินอ่อน
พระเยซูเจ้า
บาทหลวง

นิทรรศการพิเศษของ Frida Kahlo

ช่วงที่ Knot ไปมีนิทรรศการพิเศษของ Frida Kahlo ในชื่อ Making Her Self Up Frida Kahlo เป็นศิลปินวาดภาพเหมือนทั้งของตนเองและผู้อื่น เธอเป็นชาวเม็กซิกัน มีหนังสือรวบรวมผลงานและประวัติของเธอชื่อ Making Herself Up เหมือนชื่อนิทรรศการเลยค่ะ ผลงานของเธอจะมีกลิ่นอายความเป็นเม็กซิกันค่อยข้างเยอะ แต่เราไม่ได้เข้าไปชมด้านในนะคะ เนื่องจากต้องจ่ายเงินค่าเข้า เราเดินดูแค่ร้านขายของที่ระลึกของงานค่ะ

Making Her Self Up
ของที่ระลึก
ของที่ระลึก
เข็มกลัด

จากโซนของ Frida เราก็เดินขึ้นชั้นสองต่อไป ตามระเบียงทางเดินก็จะมีรูปปั้น รูปแกะสลักหินจัดแสดงอยู่ต็มพื้นที่ค่ะ

On the Corridor

ในพิพิธภัณฑ์มีห้องสมุดด้วยนะคะ ชื่อ National Art Library เค้าปิดไม่ให้เข้าชมวันนี้ เนื่องจากจะมีงานนิทรรศการค่ะ แต่มองจากด้านนอกเข้าไป หนังสือเยอะมากค่ะ มีที่นั่งให้เราสามารถนั่งอ่านได้ด้วยค่ะ อยากได้ห้องสมุดแบบนี้ไว้ในบ้านจังเลยค่ะ

ห้องสมุดในพิพิธภัณฑ์
ด้านในของห้องสมุด

The Glass ศิลปะกระจกสี

เดินต่ออีกนิดจากห้องสมุดก็จะเจอห้องจัดแสดงกระจกสีสวยงามมากมายค่ะ Knot ชอบห้องนี้มากค่ะ ในตู้จะจัดแสดงเครื่องเงินศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Silver) แต่ส่วนผนังจัดแสดงผลงานกระจกสีที่ถอดมาจากโบสถ์และโบราณสถานต่างๆ รวมถึงมีวิดีโอบอกเล่าเรื่องราววิธีการทำกระจกสีตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จเป็นชิ้นงานกันเลยค่ะ

กระจกสี
ไม้กางเขน
ไม้กางเขน
ชอบมากยืนดูวิดีโอเกือบ 20 นาที
Sacred Silver
เครื่องเงินเล็กๆ น้อยๆ

The Famous Paintings of V&A

เราเดินกันมาจนถึงห้องจัดแสดงภาพเขียนค่ะ Highlight หนึ่งของที่นี่ คือ ภาพ “Coronation Day” โดย Cecil Beaton นอกจากรูปนี้แล้ว V&A ยังมีภาพวาดของศิลปินชื่อดังอีกหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือ Rembrandt อีกภาพที่ต้องไปดูคือ “Full-Scale Study for The Hay Wain” โดย John Constable ที่นี่มีภาพของ John Constable ศิลปินชาวอังกฤษค่อนข้างเยอะเลยค่ะ คอลเลคชันภาพวาดของที่นี่มีทั้งสีน้ำ สีน้ำมัน ภาพพิมพ์ และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายค่ะ

Juth and her Favorite Paintings
สิงโต
Juth in front of the Museum

It’s Shopping time

เดือนกันยาวนานจนบ่ายแก่ๆ ค่ะ ต้องบอกว่าเรายังเดินไม่ทั่วพิพิธภัณฑ์นะคะ Highlight ก็ดูไม่ครบ ไม่ได้ไปดูดาบของพระเจ้าเจมส์ เพราะเราไม่ค่อยสนใจอาวุธกันสักเท่าไหร่ ชอบงานหล่อ งานปั้น งานแกะสลัก และภาพเขียนมากกว่าค่ะ Knot คิดว่าถ้าจะเดินให้ครบ ดูให้ทั่วต้องมีเวลอย่างน้อย 1-2 วันค่ะ ครั้งนี้เราอยู่ที่นี่กันประมาณ 4 ชมเลยค่ะ จาก V&A โปรแกรมต่อไป คือทานอาหารกลางวันแล้วก็ช้อปปิ้งค่ะ มาถึง South Kensington แล้ว จะไปช้อปที่อื่นได้ยังไง ใช่ไหมคะ Knot ก็เดินจากด้านหน้าของ V&A ไปทางซ้าย เพื่อไป Harrods กันค่ะ แต่วันนี้ Knot จะไปกิน Burgers and Lobsters ที่ Harvey Nicole’s โดยส่วนตัว Knot ชอบช้อปปิ้งที่ Harvey Nicole’s มากกว่า Harrods ค่ะ แต่เนื่องจากคุณ Juth มาครั้งแรกก็จะพาไปเดินทั้งสองที่ค่ะ

เราเดินจาก V&A ไปถึง Harvey Nicole’s โดยผ่าน Harrods ไปใช้เวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ เดินไปดูร้านสองข้างทางไปด้วยค่ะ Burberry สาขา Knightbridge ใหญ่มาก หากชื่นชอบแบรนด์นี้ สาขานี้มีของให้เลือกเยอะมากค่ะ แต่พนักงานสาขา Regent Street กับ Covent Garden จะบริการดีกว่า โดยเฉพาะ Covent Garden ช่วยสั่งเสื้อที่เค้าไม่มีสต็อคให้ Knot ด้วยค่ะ ไม่มีของก็ช่วยหาให้ว่าสาขาไหนมีค่ะ พนักงานน่ารักมาก ที่สำคัญลูกค้าไม่เยอะเท่าสาขาอื่น หรือในห้างค่ะ

ราคาของหลายอย่างในห้างเช่น Harrods จะแพงกว่าที่อื่นเล็กน้อยนะคะ แอบจับได้จาก Balenciaga Small Bag ค่ะ จำส่วนต่างไม่ได้ แต่ Knot ไปซื้อที่ Selfridge ห้างที่อยู่บน Oxford Street ค่ะ รุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน แต่ที่ Harrods แอบแพงกว่านิดนึง ดีใจที่ไม่ได้ซื้อเพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกสีอะไรแบบไหนดี ใครสนใจเกี่ยวกับช้อปปิ้งในลอนดอนสามารถอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ

หลังจาก Late Lunch ของเรา ซึ่งอร่อยและคนไม่เยอะแล้ว เราก็เดินดูของลงมาเรื่อยๆ ค่ะ เริ่มช้อปปิ้งเล็กๆ น้อยๆ แล้วเดินข้ามถนนซอยไป Harrods เดินดูเครื่องสำอางค์บ้าง ไปดูของกิน ซื้อชา Harrods ที่ชอบเป็นพิเศษ แล้วก็แวะกินขนม จิบชา ที่ The Coffee bar ของ Harrods ค่ะ คิวยาวใช่ย่อยนะคะ ขนมอร่อย ชาดี สมใจอยากแล้วก็ไปเดินเล่นกันต่อค่ะ ไปดูห้องน้ำ ที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจัดว่าเป็นห้องน้ำห้างที่หรูที่สุด ปัจจุบันต้องบอกว่า Central Embassy เราสวยกว่าแล้วค่ะ

Knot ขอจบโพสต์นี้ที่ Harrods นะคะ ฝากเพจ Trips in My Memory ให้ทุกท่านช่วยกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามกันด้วยนะคะ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินทาง ที่พัก หรือแหล่งท่องเที่ยวสามารถสอบถามได้นะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านโพสต์นี้ ที่ยาวมากอีกแล้ว เจอกันใหม่โพสต์ต่อไปนะคะ